Tuesday, June 19, 2007

แท็ก ภาคสาม...

English

หลังจากแท็กที่แล้ว โซ่แท็กก็ขาดสะบั้นลงเพราะเหยื่อแท็กไม่ยอมเล่นซะงั้น ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เข้าใจว่าหลายคนได้ไปมีภารกิจใหญ่หลวง เป็นที่น่าตื่นเต้น (คนยังไม่มีก็เล่นแท็กต่อปาย...) จริงๆแล้วก็ดีเหมือนกันนะเพราะโดนแท็กแล้วเหมือนถูกบังคับให้เขียน เขียนน่ะไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ แต่เขียนเรื่องที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อนนี่มัน... เจ็บสมองง๊ะ

แต่พอไม่ได้เล่นนานๆก็เริ่มคิดถึง เหมือนแพรวจะรู้ใจส่งการบ้านมาให้ทำ หัวข้อคราวนี้คือ 'ห้าสิ่งดีๆที่นึกถึงแล้วสุขใจ' ฟังดูเหมือนง่ายๆเลยเนาะคะ ปกติก็เป็นคนแฮปปี้ง่ายอยู่แล้ว แค่โยนกระดูกให้ชิ้นก็ดีใจกระดิกหาง (เอ้ย นั่นมันหมา...) แต่พอตาเหลือบไปเห็นข้อแม้ว่า ต้องเป็นอะไรกุศลๆหน่อยนะ ไม่เอาประเภทกินซูชิมาราธอน โอ้... ยากยากยากยาก...

อ่ะ พยายามคิดๆๆ... โป๊ะ!!! สมองแตก ฮ่าฮ่าฮ่า ย๊างงงง

ไปวัดไปวา

จริงๆไม่ใช่คนที่ไปวัดเป็นประจำหรอกค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสก็พยายามไป หลายๆคนเชื่อว่าการจะเป็นคนดีนั้นอยู่ที่จิตใจ ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดเข้าโบสถ์ก็เป็นคนดีได้ ก็จริงนะคะ แต่นั่นต้องสำหรับคนที่ฝึกจิตได้เก่งๆมั้ง เพราะสำหรับตัวเองแล้วถ้าได้ไปวัดจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาจริงๆ ศาสนานี่เป็นสิ่งนามธรรมนะคะ ยากที่จะเข้าใจ เหมือนศิลปะแอ๊บสแตร็คท์น่ะ พอทำให้เป็นรูปธรรม คนสามารถมองเห็น จับต้องได้ (ยกเว้นพระนะ ผู้หญิงห้ามจับ) ก็สามารถทำให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การมีวัดมีพิธีทางศาสนาก็คงเพื่อการนี้ด้วยกระมัง ไม่รู้หรอก คิดเอาเองอีกละ

ที่อเมริกาก็มีอยู่สองวัดที่ไปบ่อยๆ วัดพุทธดัลลัสจะชอบมีงานฉลองมีพิธีในวันสำคัญทางศาสนาและวันหยุดไทยอื่นๆ ไปวัดนี้สนุกดีค่ะ นอกจากทำบุญใส่บาตรแล้วก็ได้ดูกิจกรรมเด็กๆ ดนตรีไทย แต่ส่วนใหญ่ใจจะไปจดจ่อที่ของกินที่วางขายกันเยอะจนเลือกกินไม่ถูก (จริงๆไม่อยากเลือกเลย อยากกินหมดทุกอย่าง) ส่วนอีกวัดนึงคือวัดเคลเล่อร์ ซึ่งเงียบๆไม่วุ่นวายและผู้คนไม่อวดศักดากันอย่างที่วัดดัลลัส ถ้าตั้งใจจะไปทำบุญจริงๆละก็จะไปวัดเคลเล่อร์นี่ละค่ะ แต่ยังไงทั้งสองวัดพอไปแล้วก็สุขใจออกมาทั้งนั้น วัดนึงอิ่มบุญ วัดนึงอิ่มท้อง ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ


ทำบุญบ้าน

เป็นปกติสำหรับคนไทยที่พอย้ายเข้าบ้านใหม่ก็จะต้องมีการทำบุญบ้าน เพราะเราเชื่อกันว่าทุกบ้านมีเจ้าที่เจ้าทาง การทำบุญบ้านเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าที่ ขออนุญาตเข้ามาอยู่อาศัย และขอให้เจ้าที่คุ้มครองผู้อยู่อาศัยให้ปลอดภัยจากสิ่งร้ายๆ และพระสงฆ์ที่นิมนต์มาทำพิธีก็จะสวดมนต์อวยพรให้บ้านเต็มไปด้วยความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองด้วย ตอนที่ซื้อบ้านหลังที่อยู่นี่ก็ได้ไปนิมนต์พระจากวัดเคลเล่อร์มาทำพิธีให้ จำที่พ่อกับแม่ทำบุญบ้านครั้งสุดท้ายได้เลาๆ แต่มันก็นานนนมาแล้วเลยจำรายละเอียดไม่ได้ โชคดีได้หลวงพี่เสมอเป็นโค้ชให้ หลวงพี่เหมอทั้งจัดการเป็นธุระ จัดอุปกรณ์ให้ยืมทุกอย่างตั้งแต่กระโถนยันโต๊ะหมู่ แล้วก็ซ้อมบทสวดมนต์ที่ต้องใช้ในพิธีให้ด้วย โค้ชแม้กระทั่งอาหารอะไรเหมาะกับสุขภาพหลวงปู่ พอหลวงพี่บอกยังงั้นก็ตื่นเต้นใหญ่ หลวงปู่เพชรให้เกียรติมาร่วมพิธีด้วยล่ะค่ะ ดีใจจัง

วันงานหลวงพี่เหมอเห็นท่าทางถวายของกันเก้งๆก้างๆ เลยโดนดุว่า ไปวัดกันซะมั่งนะโยม... ง่า... เออ แต่ตั้งแต่วันนั้นมานะ เสียงกุกๆกักๆที่เคยได้ยินตอนดึกๆมันหายไปเลยแฮะ คิดไปเองป่าวเนี่ย


ทานมังสวิรัติ

ป่าวค่ะป่าว ไม่ได้ถึงขนาดกินแบบถาวรหรอกค่ะ คือมีผลการวิจัยไม่ทราบแหล่งที่มาบอกว่า คนเลือดกรุ๊ปโอเนี่ยต้องกินเนื้อ ไม่ควรกินมังสวิรัติ เลยยอมเชื่อสนิท(เพราะเข้าทาง ฮ่าฮ่าฮ่า) จริงๆน่ะเป็นคนชอบ (โปรดสังเกตุเน้นตัวหนาสีแดงขีดเส้นใต้ด้วยอ่ะ) กินเนื้อสัตว์มากๆ ผักก็กินค่ะแต่ขาดเนื้อไม่ได้ แต่มันจะมีบางทีนะคะที่รู้สึกอยากกินผักๆบ้าง คงเป็นเพราะธรรมชาติช่วยสร้างสมดุลย์เวลากินเนื้อมากไปละมั้งคะ แต่กว่าธรรมชาติจะออกโรงร่างกายมันก็จะออกอาการซะแล้ว ผิวจะแห้งๆ สิวขึ้น แล้วยังอึ๊ไม่ออกอีกต่างหาก ก็เลยวางแผนบังคับตัวเองซะเลยว่ากินมังสวิรัติอาทิตย์ละหน เลือกกินเอาวันพระนี่ละค่ะเพราะก็มาประมาณอาทิตย์ละหนเหมือนกัน ไม่มีเหตุผลอ่ะค่ะว่าทำไมต้องวันพระ ทำให้มันยากไปอย่างงั้นแหละ (ยากที่จะจำ เผื่อลืมกิน เฮ้ยยย ไม่ช่ายยย)

โชคดีที่เดฟเป็นคนชอบทานผักอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหาอะไร กินแล้วก็รู้สึกร่างกายโปร่งๆขึ้น (ไม่ใช่มองทะลุได้น่ะ) และไม่อ้วนดีด้วย นี่ก็กินมาครึ่งปีแล้วตั้งแต่ปีใหม่ จริงๆเป็นความตั้งใจตอนปีใหม่ข้อแรกและเดียวที่สามารถทำได้นะเนี่ย หะหะ


สู้สู้ เพื่อความถูกต้อง

ตอนจบเภสัชก็ไปทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลจุฬาอยู่สองปีค่ะ โรงบาลจุฬานี่ ด้วยความที่เป็นโรงเรียนแพทย์ด้วยก็เลยมีหมอฝึกหัดที่เค้าเรียกกันว่าเอ๊กซ์เทิร์นเต็มไปหมด (ฝรั่งเรียกอินเทิร์น ของเราไหงกลายเป็นเอ๊กซ์เทิร์นไปได้ไม่รุ) เวลาที่หมอเอ๊กซ์เทิร์นลงตรวจนี่ ห้องยาต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากเพราะมีโอกาสที่หมอสั่งยาไม่ถูกเหมือนกัน แล้ววันนึงก็เจอแจ๊คพ็อตเข้าจนได้ ตอนนั้นประจำอยู่ที่คลีนิคเด็กและก็มีหมอเอ๊กซ์เทิร์นมาตรวจหลายคน ในขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ รับใบยา จัดยา จ่ายยา อยู่อย่างงั้นเหมือนโรงงาน ก็มาสะดุดที่ใบนึง สั่งยาน้ำแก้อักเสบให้กิน 3 ช้อนชาวันละ 3 ครั้ง ทำไมไม่บอก 1 ช้อนโต๊ะ สงสัยลืมแปลง แต่มันเยอะอยู่นา หรือจะเป็นเด็กโตแต่ไม่ชอบกลืนยาเม็ด เงยหน้ามองๆก็ไม่เห็นเด็กโต เลยลองประกาศเรียกชื่อดูจะถามว่าคนไข้อายุเท่าไหร่ (คือสมัยนั้นใบยายังไม่พิมพ์ออกจากคอมพ์ ในใบยามีเขียนแต่ชื่อคนไข้ ไม่มีอายุ น้ำหนัก หรือข้อมูลอื่นๆ ประวัติคนไข้ก็ไม่ส่งมาห้องยาด้วย น่ากลัวมั้ยอ่ะ...) ปรากฏว่าเป็นเด็กเบบี้ไม่ถึงขวบอ่ะค่ะ เหวอ... ไม่ดีแล้ว โทรหาหมอดีกว่า แต่จนแล้วจนรอด หมอก็ไม่ยอมแก้ใบยา บอกว่าถูกแล้ว (มันจะถูกได้ไงว๊ะ) ที่หนักคือไม่ยอมมาพูดโทรศัพท์เองด้วย บอกผ่านพยาบาลอยู่ได้ น่าเบื่อมาก

ไอ้เราก็พยายามรักษาหน้าหมอเต็มที่แล้ว แต่หมอดันเล่นแง่เองนะ เลยหมดความอดทน นี่คนไข้อื่นก็รอยาอยู่เป็นตับ (... ทำไมต้องเป็นตับ ไม่เป็นไส้เป็นไต อืม ช่างเหอะ) เลยคว้าตำรายาเล่มใหญ่กว่าเยลโล่เพจเจสเดินบุกออฟฟิศหมอซะเลย ยังเถียงอีกอ่ะว่านี่ไง 45 mg ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโล เด็กแปดโลกว่าๆก็ประมาณ 380 mg ยาน้ำช้อนชาละ 125 mg ก็สามช้อนถูกแล้วไง... คิดเลขเก่งมากค่ะหมอ แต่หมอลืมดูนะคะว่าไอ้โดสนี้มันต่อวันค่ะ ให้กินวันละสามครั้งก็หารสามด้วยสิคะ...ยะ...โว้ย ที่รู้สึกดีนี่ไม่ใช่เพราะชนะหมอหรอกค่ะ (อ่ะ... จริงๆก็มีบ้างนิดโหน่ย แหะแหะ) แต่รู้สึกดีที่ได้ช่วยชีวิตเด็กไว้อ่ะ

หมอเอ๊กซ์เทิร์นน่ารักๆก็มีค่ะ แต่ที่ไม่น่ารักนี่แหม๊... คือถ้าเก่งจริงๆเลยก็แล้วไป เค้าก็คงมีสิทธิ์จะวางก้ามของเค้า แต่ไอ้พวกไม่เก่งแล้วยังทำตัวไม่น่ารักอีกนี่มัน... ฮึ๊ยยย (เอ๊ะ ไหนว่าหัวข้อเรื่องที่นึกถึงแล้วสุขใจไม่ใช่เหรอ ไหง...)


กะดึก อยู่ก็ลึกในซอยเปลี่ยว

ช่วงที่ทำงานที่จุฬาก็มีอีกเรื่องที่ดีใจที่ได้ทำ นั่นก็คือการอยู่เวรดึกค่ะ ตามกฎแล้วเภสัชทุกคนต้องเวียนกันมารับเวรดึก เภสัชทั้งหมดก็มีอยู่สามสิบคน มันก็ตกแค่เดือนละหนต่อคนเอง แต่ก็มีหลายคนค่ะที่จ้างมือปืนมาขึ้นเวรแทน ด้วยเหตุผลส่วนตัวต่างๆกันไป อย่างเช่นมีครอบครัวมีลูกเล็กๆต้องดูแล สุขภาพไม่เอื้ออำนวย มีงานพาร์ทไทม์ มีร้านขายยา หรือแม้กระทั่งไม่ถูกกับผู้ช่วย (อ้าว...) ส่วนตัวเองไม่มีอะไรนอกจากงานพาร์ทไทม์ ซึ่งก็ไม่ได้ทำทุกวัน สับหลีกเดือนละครั้งได้สบายบี๋สบีโบ๋ ถึงเวรดึกจะหลายชั่วโมงกว่างานพาร์ทไทม์ทั้งๆที่จ่ายน้อยกว่า แต่ก็ตัดสินใจมาเข้าเวรเอง ลองไม่งกดูซักครั้ง ฮี่ฮี่ฮี่

เวรดึกนี้ต่างกับงานห้องยาในคลีนิคตอนกลางวันลิบลับเลยค่ะ ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ ยาในห้องเวรถึงจะมียี่ห้อและรูปแบบน้อยกว่าแต่ก็มียาครบเกือบทุกโรค ห้องฉุกเฉินด้วยความว่ายุ่งมากๆ เวลามีคำถามเกี่ยวกับใบยาก็โทรต่อหมอได้โดยตรง คุยกันรู้เรื่อง จีบได้ (แว๊กส์ ล้อเล่น)ไม่ต้องผ่านด่านพยาบาลอรหันต์ให้เสียเวลา ที่สำคัญ... ไม่ค่อยมีเอ๊กซ์เทิร์น (สวรรค์ทรงโปรด วู้ยฮู้ยยย)

การทำงานในห้องเวรก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของเภสัชล่ะค่ะ เภสัชบางคนชอบให้ผู้ช่วยรับใบยา คิดราคา เก็บเงิน และจ่ายยา ส่วนเภสัชเองก็จัดยาตามใบสั่ง แต่ของตัวเองเป็นตรงกันข้ามค่ะ จะชอบรับใบยาเองมากกว่า แล้วให้ผู้ช่วยจัดยามา แล้วเราเช็คและส่งให้คนไข้ ที่ทำแบบนี้เพราะว่าจะได้ตรวจใบยาก่อนจะคิดเงิน เผื่อมีอะไรผิดจะได้ไม่ต้องมาคืนเงินหรือเก็บเงินเพิ่มให้เสียเวลาอีก แถมตัวเองจัดยาเองไม่มีใครเช็ค ดึกๆง่วงขึ้นมาจัดผิดละซวยเลย แบบนี้อย่างน้อยมีสองคนเห็น เป็นการเช็คความปลอดภัยด้วย ส่วนผู้ช่วยก็ได้หัดอ่านใบยา ได้รู้จักยา คิดให้เองเสร็จสรรพว่าเป็นประโยชน์กับเค้าเองนะ น่าจะชอบใจ แต่ส่วนที่รู้สึกดีมากที่สุดคือเวลาจ่ายยาเอง ได้อธิบายการใช้ยา ได้กระตุ้นให้คนไข้ถามคำถามอะไรที่ข้องใจ (เกี่ยวกับยานะ ข้องใจทำไมแฟนผมทิ้งนี่ ข้อยบ่ฮู้...) ถึงไม่มีคำถามอะไรก็คุยกันไต่ถามสารทุกข์สุขดิบไปตามเรื่อง คือรู้สึกว่าคนไข้ใช้เวลาอยู่ในห้องฉุกเฉินหลายชั่วโมงท่ามกลางบรรยากาศวุ่นวายๆ หมอพยาบาลก็อารมณ์ไม่ดี คนไข้น่าจะได้รับการเอาใจใส่ที่ดีบ้าง ในเมื่อห้องยาเป็นด่านสุดท้ายที่คนไข้จะแวะมา ก็อยากจะทำอะไรให้คนไข้กลับบ้านไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มนะ

แต่นึกถึงเวรดึกแล้วก็ มีบางทีเหมือนกันนะคะที่น่ากลัวๆ โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืนที่มันจะมืดๆเงียบๆ นานๆจะมีคนไข้มาซักคน คนไข้บางคนชอบย่องมาเงียบๆ แบบเงยหน้ามาอีกทีเจอมายืนซึมกระทืออยู่ที่หน้าต่าง เค้าคงไม่ได้ตั้งใจแกล้งหรอกค่ะ แต่มันโตะใจโหมะเลยหนะเว้ย...

Labels:

11 Comments:

At 6/20/2007 8:34 AM, Blogger Pook said...

เจิม เจิม เจิม

อ่านไปก็แฮปปี้ไปกะพี่ปุ้ยด้วย จริงๆนะปุ๊กว่าการได้ไปวัดวา โบสถ์อารามมีส่วนช่วยให้เรารู้สึกดี รู้สึกว่าตัวเองได้เข้าใกล้ศาสนา มีอะไรมายึดเหนี่ยวจิตใจไว้จริงๆพี่ปุ้ย ทอมนี่ก็ไม่รู้ทำไมมาอยู่ที่นี่ ไม่อยากไปโบสถ์เอาซะเลย ปุ๊กเลยว่า อืม ไม่ไปโบสถ์งั้นเดี๋ยวพาไปวัดแทนซะเลยนี่ เดี๋ยวว่าจะศึกษาเส้นทางซะหน่อย(ได้ถือโอกาสไปซื้อของกินด้วย คิคิคิ)

อ่านเรื่องหมอเอ็กซ์เทิร์นอีโก้สูงจั๊ง ดีนะที่พี่ปุ้ยเช็คไม่งั้นเด็กคนนั้นคงแย่อ่ะ

 
At 6/20/2007 3:00 PM, Anonymous praew said...

*****
มาให้ดาว อิอื

 
At 6/20/2007 8:11 PM, Blogger ShOp-A-hOLiC said...

เข้ามาอ่านบล็อกนี้แล้วต้องเม้นท์ (ช่วงก่อนไม่ได้เม้นท์ แต่ยังติดตามอยู่นะคะ)อ่านแล้วยิ้มไปด้วยกับความน่ารักของพี่ ชอบที่สุดคงเป็นเรื่องไฟต์เพื่อความถูกต้องอ่ะ อ่านแล้วแอบคิดว่า ถ้าเป็นเภสัชคนอื่น จะช่างสังเกตุอย่างพี่มั้ย แล้วต่อให้เค้าสังเกตุแล้วเจอหมออวดเก่งแบบนั้น จะปล่อยไปหรือไฟต์แบบพี่ แล้วถ้าปล่อยไปแล้วเด็กคนนั้นจะเป็นไง ชื่นชมค่ะชื่นชม

เรื่องทานมังสวิรัติ โอ๋เคยทานระยะเวลา 2 ปี ใจจริงตั้งใจจะทานไปตลอดชีวิตเลย จริง ๆ ก็ไม่มังฯ ซะทีเดียว เพราะตอนนั้นยังทานปลาอยู่ แต่เนื้อสัตว์อย่างอื่น เลิกเลย พอมาอยู่เมกา ต้องทำอาหารเอง บวกกับคนที่บ้านชอบทานเนื้อสัตว์ (โทษเค้าเฉย) เลยกลับมาทานไก่ก่อน แล้วค่อยหมู แต่เนื้อนี่คงไม่กลับ ถ้ามีโอกาส ก็อยากกลับไปทานแบบนั้นอีก รู้สึกสุขภาพดีด้วยอ่ะพี่

 
At 6/21/2007 1:19 AM, Blogger defrisco said...

ชอบเรื่องเดียวกับคุณโอ๋ สู้สู้ เพื่อความถูกต้อง หมอบ้า ผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ดีน่ะค่ะที่พี่ปุ้ยเจอแล้ว ต้องเจอคนกล้าซะบ้าง ไม่งั้นคิดว่าตัวเองเป็นหมอจะต้องถูกตลอด ตบมือให้ค่ะ

 
At 6/21/2007 1:18 PM, Anonymous J..JiT said...

อ่านแล้วรู้สึกดีจังพี่ปุ้ย ไปวัดไปวา ทำบุญ โดยเฉพาะ สู้ สู้ อ่ะ ช่วยชีวิตเด็กเลยนะเนี่ย

ตอนนี้จิตรไม่ค่อยได้ไปวัดเลย ประมาณว่า ดีไม่ทำ กรรมไม่ก่อ ตัวเองจะดป็นแบบ กตัญญูพ่อแม่ ไม่คิดร้าย ไม่ดล่าวร้าย ไม่ทำร้าย ต่อใคร ยกเว้นสามี หุหุ พอแระ

 
At 6/21/2007 11:18 PM, Blogger JC together said...

ปรบมือให้กับความกล้าหาญผดุงซึ่งความยุติธรรมและถูกต้องของพี่ปรุ้ยยยย ก่อนเลยค่ะ นั่นน่ะช่วยชีวอตคนทั้งคนเลยนะ นับถือๆ

ไปวัดอยากไปเหมือนกันห่างวักมากๆเลย ใกล้วันเกิดแล้วเดี๋ยวจะต้องไปให้ได้เลยค่ะ

 
At 6/22/2007 1:29 AM, Blogger Kate (or Gade) said...

อ่านแล้วสนุกดีค่ะพี่ปุ้ย เรื่องสุดท้าย อ่านแล้วก็ลุ้นไปว่ามีอะไรลึกๆในซอยเปลี่ยว ทำงานเภสัชก็เป็นงานเสียสละช่วยเหลือคนอยู่แล้วเน๊อะคะ

 
At 6/22/2007 2:30 PM, Blogger UmaTheDevil said...

น้องปุ๊ก มาเจิมเร็วมากเลยปุ๊ก จะไปวัดเมื่อไหร่เรียกด้วยเน้อ อยากกินหมูปิ้งกับไส้กรอกอิสานอีกแล้วอ่ะ

แพรว เย้ ได้ตั้งห้าดาวแน่ะ (เป็นไก่ย่าง)

โอ๋ ขอบคุณจ้ะที่ชม มันจำเป็นน่ะโอ๋ เพื่อนๆก็เคยเจอประสบการณ์แบบนี้บ้างเหมือนกัน คนไข้โชคดีที่นั่งรอซื้อยาที่คลีนิคเลย มีคนไข้ที่ไม่รอแล้วเอาใบยาไปดร็อปไว้ที่ห้องยาใหญ่แล้วไปทานข้าวทำธุระ แบบนั้นจะยากหน่อยเพราะห้องยาใหญ่งานเยอะมากๆ สอดส่องดูแลให้ทั่วถึงก็ลำบากอยู่แล้ว พอไม่อยู่รอก็จะจัดยาไว้แล้วให้ผู้ช่วยจ่ายเวลาคนไข้มารับ ถ้าบังเอิญผู้ช่วยเก่งๆก็ดีไป แต่ผู้ช่วยไม่เก่งหรือไม่ใส่ใจก็มีอ่ะ

น้องวรรณ ขอบคุณจ้า หะหะหะ ก็ใจกล้าขาลุยได้แต่แบบนี้หละ ให้ไปลุยอย่างอื่นก็ไม่เอาง๊ะ (โดยเฉพาะลุยป่าช่า อ๊ากกก)

จิตร แหม เริ่มมาฟังดูดีเลยนะ มาสะดุดตอนยกเว้นสามีอ่ะ ลองเช็คสุขภาพสันหลังมิคดูหน่อยซิ ว่ารู้สึกร้อนวาบๆมั่งหรือเปล่า ฮ่าฮ่าฮ่า

เจเจ ช่ายแล้ว เราเป็นพวกไอ้มดแดง กล้าหาญผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม... เอ๊ะ หรือจะเป็นพวกท่านเปา...

เกตุ อิอิ โชคดีอ่ะจ้ะ ทำงานสองปีไม่เจออะไรหยึมกึ๋ย แต่ตกใจสุดเลยก็ตอนที่โรงบาลปรับปรุงห้องฉุกเฉิน เค้ากั้นกำแพงชั่วคราวตรงทางที่จะมาห้องยา กลางคืนมืดๆก็ยิ่งมืดหนักเข้าไปอีกเพราะไม่มีแสงไฟจากห้องฉุกเฉินมาช่วย ตีสองได้มั้ง อยู่คนเดียวเพราะให้ผู้ช่วยผลัดกันเข้าไปนอน กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ได้ยินเสียงมาตามทางเดิน แซะ แซะ แซะ เหมือนเดินลากรองเท้าแตะแต่ฟรีเควนซี่ช้ากว่าคนเดินปกติมาก อยู่อย่างนั้นนานนนนมากคนไข้ก็ไม่มาซะที พอกำลังกลัวได้ที่ก็โผล่มา เลือดโชกอาบตั้งแต่หัวมาเลย ใบยาแดงเถือก ใจก็คิดว่าห้องฉุกเฉินปล่อยออกมาได้ไงนี่แบบนี้ เอ๊ะ หรือจะไม่ใช่คนไข้ เอิ๊กส์... (แต่สรุปก็คนไข้นะแหละ หะหะ)

 
At 6/25/2007 3:55 AM, Blogger Kate said...

วู๊ย อ่านพี่ปุ้ยเล่าแล้วขนลุก ไม่ไหวค่ะ ขนาดเกตุเป็นคนไม่กลัวผีนะคะ แต่ก็ไม่ชอบค่ะ ถ้านึกแล้วก็สยองกึ๋ยอยู่เหมือนกัน ว่าไปแล้วเภสัชก็ได้เห็นเลือดเหมือนกันอะดิเน๊อะ

ไปก่อนค่ะ แวะมาอ่านเม้นส์เล่น ต้องไปทำงานแล้ว
เกตุ

 
At 6/25/2007 9:16 PM, Anonymous N'Tang said...

ใช่ๆ ไปวัด & ทำบุญ แล้วมีความสุข สบายใจมากเลย
นอกเรื่องๆ
พี่ปุ้ยเป็นยังไงบ้าง คิดถึงน้า.....

 
At 6/26/2007 5:20 PM, Blogger UmaTheDevil said...

น้องแตง คิดถึงเหมือนกันจ้า ช่วงนี้งานเยอะมากๆ ตาโหลเลยฮือ ไว้นัดปุ๊กไปกินข้าวเบิร์ธเดย์กันดีกว่าเนอะ

 

Post a Comment

<< Home